Our Story

Our Story (เกี่ยวกับผู้ก่อตั้ง)

โรงเรียนนี้ก่อตั้งโดยคุณ George และ Panida Carroll เราเป็นครู เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นนักเขียน (Mrs. Melon’s Diary)

เริ่มจากคุณแม่ของคุณ George, คุณ Sarah Carroll ได้เริ่มเข้าวงการการสอน ด้วยการเปิดเนอสเซอรี่สำหรับเด็กในอเมริกาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน โดยคุณแม่ใช้หลักการสอนคล้ายคลึงกับหลักการมอนเตสเซอรี่ แต่ก็ไม่ได้นำใช้ทั้งหมด คุณจอร์จจึงเติบโตมาท่ามกลางเด็กๆ เวลาว่างก็ช่วยเลี้ยง ดูแลเด็กๆ เรียนรู้วิธีการดูแลจัดการเด็กมาจากคุณแม่นั่นเอง

ต่อมาเมื่อคุณจอร์จได้มาสอนในประเทศไทย ก็ได้นำแผนการสอน กิจกรรม เทคนิคของคุณแม่มาด้วย คุณแม่ในช่วงวัยเกษียณก็ทยอยส่งแผนการสอนมาให้ที่ไทยเรื่อยๆ

ช่วงแรก คุณจอร์จเริ่มจากการสอนในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งซึ่งใช้หลักการของเรจิโอ เอมิเลีย จึงได้มีโอกาสฝึกและเรียนรู้การสอนแบบเรจิโอ และก็รู้สึกชื่นชอบ

ในปี 2005 คุณจอร์จได้เริ่มก่อตั้งสถาบันของตัวเอง โดยใช้หลักสูตรของแม่ซึ่งผสมผสานมอนเตสเซอรี่ และเรจิโอ เอมิเลียโดยนำ มาปรับใช้ให้เหมาะกับนักเรียนในประเทศไทย

เราพบว่าการนำหลักสูตรวิธีการใดๆมาใช้เลยทื่อๆ บางครั้งไม่เหมาะกับเด็กที่มาจากการเลี้ยงดูและสังคมที่แตกต่าง ทำให้ไม่ได้ผลตามต้องการ

บางทีเราจะเห็นหนังสือจากอังกฤษ สิงค์โปร์ อเมริกา ที่เนื้อหาไม่เกี่ยว ไม่ใกล้ตัวเด็กเลย ทำให้เด็กเข้าใจเนื้อหาได้ยาก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่สนใจแค่เรื่องใกล้ตัวก่อนเท่านั้น

ดังนั้นเราจึงไม่ได้ใช้หลักการใดๆ แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หยิบจุดดี จุดเด่น และจุดที่เหมาะของแต่ละแบบมารวมกันเพื่อพัฒนาเด็ก และเรายังปรับตามตัวเด็กแต่ละคนอีกด้วย

คุณจอร์จดำเนินกิจการมาเรื่อยๆจนถึงปี 2010 เป็นช่วงที่น้ำท่วมกรุงเทพ ช่วงนี้เอง คุณแพทได้เข้ามาช่วยที่สถาบันจนผ่านวิกฤติมาได้ และดำเนินการเรื่อยมาจนปัจจุบัน

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เราเจอเด็กหลายพันคน จากหลากหลายโรงเรียน เราพบปัญหาเยอะมากจากทุกๆระบบ เด็กที่เก่งแบบปกติ อยู่ระบบไหนเขาก็ได้ แต่เด็กที่กลางๆ เด็กที่ฉลาดมาก และเด็กที่ช้า เด็กซน เราพบว่าเขายังไม่ได้รับสิ่งที่สมควรได้ ระบบยังไม่สามารถดึงศักยภาพของทุกคนออกมาได้

บางคนโดนทิ้ง ตามไม่ทันมานานแล้ว บางคนเบื่อหน่ายบทเรียนที่รู้หมดแล้วจนพัฒนาพฤติกรรมการเรียนแย่ๆ บางคนโตไม่ทัน โดนตีตราว่าดื้อ ซน เรียนไม่ได้

ในปี 2016 คุณจอร์จและคุณแพทมีลูกสาวคนแรก และตัดสินใจสอนลูกเอง โดยเปิดให้เด็กอายุใกล้เคียงกับลูกเข้าเรียนด้วย เพื่อให้ลูกได้พัฒนาทักษะการเข้าสังคม เน้นคลาสขนาดเด็ก และพูดคุ แนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองให้ร่วมมือกัน ไปในทิศทางเดียวกัน (จากวิจัยพ่อแม่คือคนสำคัญที่มีอิทธิพลที่สุดในการศึกษาของลูก)

เราพบว่า นักเรียนของเราใช้เวลาเรียนน้อย มีเวลาว่างเยอะ แต่มีคุณภามาก เราสามารถเก็บความอยากรู้อยากเห็น อยากเรียนไว้ได้ นักเรียนมีทักษะทางวิชาการ ภาษา พฤติกรรมการเรียนที่ดีมาก

เราเชื่อมั่นในหลักการของเรา และเราอยากจะแบ่งปันหลักการนี้ออกไป เราหวังเป็นอย่างมาก ว่าเราจะไม่ใช่แค่โรงเรียนทั่วไป แต่เราจะเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างของโรงเรียนแนวใหม่ และเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของไทยปัจจุบัน